Heart Rate Zone แค่เข้าใจ ก็วิ่งดีขึ้น
ช่วงที่วิ่งบ่อย ๆ ใหม่ ๆ
ผู้เขียนไม่เคยสนใจตัวเลข HR Zone บนหน้าจอนาฬิกาเท่าไหร่
สนใจแค่สองอย่าง
ระยะทาง กับ เพซ
วิ่งได้ไกลขึ้นก็ดีใจ
เพซเร็วขึ้นก็ภูมิใจ
คิดง่าย ๆ ว่า ยิ่งเร็ว ยิ่งดี ยิ่งไกล ยิ่งเก่ง
จนเริ่มรู้สึกตัวว่า
ซ้อมหนัก แต่ พัฒนาช้า
วิ่งเสร็จแล้วล้าแบบฟื้นไม่ค่อยทัน
ขาหนัก ตัวหนัก ใจก็เริ่มหนักตาม
แล้วคำที่ได้ยินมาตลอดก็เริ่มดังขึ้น
"ซ้อม Zone 2 ซิ"
เพื่อนนักวิ่งพูด โค้ชพูด คลิปใน YouTube พูด
แต่ผู้เขียนไม่เคยสนใจจริง ๆ ว่ามันคืออะไร
และทำไมการ วิ่งช้าลง ถึงจะช่วยให้ดีขึ้นได้
จนกระทั่งตัดสินใจหยุด แล้วกลับไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้น
เรื่องที่เรียกว่า Heart Rate Zone
1. Heart Rate Zone คืออะไร อธิบายแบบไม่ต้องเปิดตำรา
พูดให้ง่ายที่สุด
Heart Rate Zone คือการแบ่ง "ความหนักของการออกกำลังกาย" ออกเป็น 5 ระดับ
โดยวัดจาก อัตราการเต้นของหัวใจ เทียบกับค่าสูงสุดที่หัวใจเราเต้นได้
ซึ่งเรียกว่า Max HR (Maximum Heart Rate)
วิธีคำนวณ Max HR แบบง่ายที่สุดคือ
220 − อายุ
อย่างผู้เขียนอายุ 57 ปี ก็จะได้ 220 − 57 = 163 bpm
แต่ค่าจริงจากนาฬิกา Garmin Epix 2 ที่วัดได้คือ 176 bpm
ต่างกันตั้ง 13 bpm
นี่คือเหตุผลที่สูตร 220 − อายุ เป็นแค่ จุดเริ่มต้น
ค่าจริงของแต่ละคนอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ได้
ถ้ามีนาฬิกาที่วัด HR ได้ ลองดูค่า Max HR จากการวิ่งหนักจริง ๆ สักครั้ง
จะแม่นกว่าสูตรคำนวณมาก
เมื่อได้ Max HR แล้ว ก็แบ่งออกเป็น 5 Zone ดังนี้
Zone 1 (50–60% ของ Max HR) — เบามาก
สำหรับผู้เขียนคือ 88–106 bpm
เหมือนเดินเล่นในห้าง คุยโทรศัพท์ได้สบาย
เป็น Zone สำหรับ warm up หรือ cool down
Zone 2 (60–70% ของ Max HR) — เบาแต่ต่อเนื่อง
สำหรับผู้เขียนคือ 106–123 bpm
วิ่งไปคุยไปได้ ไม่หอบ แต่รู้สึกว่าร่างกายทำงาน
นี่คือ Zone ที่นักวิ่งพูดถึงกันมากที่สุด
เพราะมันฝึก ความอึด ของร่างกายโดยไม่ทำลาย
Zone 3 (70–80% ของ Max HR) — ปานกลาง
สำหรับผู้เขียนคือ 123–141 bpm
เริ่มพูดเป็นประโยคยาว ๆ ไม่ค่อยได้
เหมือนวิ่งตามเพื่อนที่เร็วกว่านิดหน่อย
หลายคนเรียกว่า "Grey Zone" เพราะหนักไม่พอจะพัฒนาความเร็ว แต่ก็หนักเกินจะฝึกความอึด
Zone 4 (80–90% ของ Max HR) — หนัก
สำหรับผู้เขียนคือ 141–158 bpm
พูดได้แค่คำสั้น ๆ หายใจแรง
เป็น Zone สำหรับซ้อม interval หรือ tempo run
อยู่ได้ไม่นาน แต่ได้ผลดีถ้าใช้ถูกจังหวะ
Zone 5 (90–100% ของ Max HR) — สุดแรง
สำหรับผู้เขียนคือ 158–176 bpm
เหมือนวิ่งหนีหมา พูดไม่ออก คิดไม่ทัน
ใช้ได้แค่ช่วงสั้น ๆ เช่น สปรินท์เข้าเส้นชัย
ไม่ใช่ Zone ที่ควรอยู่นาน
2. Zone 2 ทำไมถึงเป็นพระเอก
ถ้าลองนึกภาพร่างกายเหมือนเครื่องยนต์
Zone 2 คือรอบที่เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ไม่ร้อนจัด ไม่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
แต่ทำงานได้นาน และ สร้างความแข็งแกร่ง ไปเรื่อย ๆ
ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา
การวิ่ง Zone 2 ฝึกให้ร่างกายใช้ ไขมัน เป็นเชื้อเพลิงหลักแทนคาร์โบไฮเดรต
เพิ่มจำนวน เส้นเลือดฝอย ในกล้ามเนื้อ
ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น
และที่สำคัญ ร่างกาย ฟื้นตัวได้เร็ว หลังซ้อม
พูดง่าย ๆ คือ
Zone 2 ไม่ได้ทำให้วิ่งเร็วขึ้นในวันนี้
แต่มันสร้าง ฐาน ที่จะทำให้วิ่งเร็วขึ้นได้ใน วันข้างหน้า
ผู้เขียนเริ่มใช้แผน Garmin Coach ซ้อม 10K
สิ่งที่น่าสนใจคือ แผนซ้อมสั่งให้วิ่ง Easy ใน Zone 2 เป็นหลัก
บางวันสั่งให้วิ่ง ช้ากว่าที่ใจอยากวิ่ง มาก
ค่า Max HR ของผู้เขียนอยู่ที่ 176 bpm
Zone 2 ก็ประมาณ 109–126 bpm
ซึ่งแปลว่าต้องวิ่งแบบ... เอื่อย ๆ เลยทีเดียว
ตอนแรกรู้สึกอึดอัด
เหมือนถูกบังคับให้ขับรถ 60 บนทางด่วน
แต่พอทำไปสักระยะ ก็เริ่มเข้าใจว่า
มันไม่ใช่การ ถอยหลัง
มันคือการ ผ่อนเพื่อก้าวหน้า
3. สิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อวิ่งตาม Zone แทนตาม Pace
ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนวัดความสำเร็จของการซ้อมด้วย Pace
วันไหนเพซเร็วกว่าเมื่อวาน ก็ถือว่าดี
วันไหนเพซตก ก็รู้สึกแย่
แต่พอเปลี่ยนมาดู HR Zone เป็นหลัก
มุมมองเปลี่ยนไปเลย
วันที่อากาศร้อน HR ขึ้นเร็ว
เพซอาจช้าลง แต่ถ้ายังอยู่ใน Zone 2 ก็ถือว่า ซ้อมถูก
วันที่นอนน้อย HR พัก (Resting HR) สูงกว่าปกติ
ก็เป็นสัญญาณว่าร่างกายยังฟื้นไม่เต็มที่ ควรผ่อนลง
สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนที่สุดคือเรื่อง การฟื้นตัว
เมื่อก่อนวิ่งวันนี้ พรุ่งนี้ขาหนัก ไม่อยากวิ่ง
พอซ้อม Zone 2 เป็นหลัก สลับวัน interval บ้าง
กลับรู้สึกว่าร่างกาย พร้อมวิ่งได้บ่อยขึ้น
โดยที่ไม่รู้สึกว่าฝืนตัวเองมากเกินไป
อีกอย่างที่สังเกตได้คือ
เมื่อฐานความอึดแข็งแรงขึ้น
วันที่ต้องวิ่งเร็ว กลับ วิ่งเร็วได้ง่ายขึ้น
เหมือนสร้างบ้านบนฐานรากที่แข็งแรง
ต่อเติมได้สบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องมั่นคงของโครงสร้าง
บทส่งท้าย
ผู้เขียนเสียเวลาอยู่นานพอสมควร
กับการวิ่งแบบ "ขอแค่เร็วกว่าเมื่อวาน"
โดยไม่เคยถามร่างกายว่า ไหวไหม
ตัวเลข Heart Rate Zone ไม่ได้บอกว่าต้องวิ่งยังไง
แต่มันช่วยให้เราเข้าใจว่าร่างกายกำลังบอกอะไร
บางวันมันบอกว่า "วันนี้ไปได้"
บางวันมันบอกว่า "วันนี้พอแค่นี้"
ทั้งสองอย่างคือ ความก้าวหน้า เหมือนกัน
การวิ่งช้าลงไม่ได้แปลว่าถอยหลัง
มันแปลว่าเรากำลังเรียนรู้ที่จะ ไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ไม่ใช่แค่ไปให้ถึง แต่ไปแบบที่ยังวิ่งต่อได้อีกนาน ๆ ครับ

Comments
Post a Comment