ศิลปะของการไม่เป็นเหยื่อ
เหตุการณ์ใหญ่ต้นปี เมื่อสหรัฐฯ ใช้มาตรการเชิงอำนาจกับผู้นำเวเนซุเอลาจนกลายเป็นข่าวระดับโลก ทำให้คำอย่าง “ระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป” และ “Law of the Jungle” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง ผู้เขียนติดตามข่าวเหล่านี้ด้วยความสนใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า แท้จริงแล้วกฎแห่งป่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในที่ทำงาน เราต่างก็เคยสัมผัสมันมาแล้วไม่มากก็น้อย เพียงแต่จะมองเห็นหรือยอมรับมันหรือไม่เท่านั้น
ในป่า ไม่มีคำว่าความยุติธรรม
มีเพียงกฎที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเรียนรู้โดยไม่ต้องมีใครสอน
ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ย่อมอยู่รอดได้มากกว่า
กฎของป่าไม่สนใจเจตนาดี ไม่ให้รางวัลกับความตั้งใจ
และไม่เปิดพื้นที่ให้กับคำว่า “ควรจะเป็น”
มันยอมรับเพียงข้อเท็จจริงว่า ใครคุมทรัพยากร ใครคุมพื้นที่ และใครคุมความเสี่ยง
คนนั้นคือผู้กำหนดทิศทาง
โลกการทำงานอาจไม่มีกรงเล็บหรือเขี้ยว
แต่โครงสร้างของมันไม่ได้แตกต่างจากป่ามากนัก
เพียงแค่เปลี่ยนจากพละกำลังเป็นตำแหน่ง
จากเสียงคำรามเป็นอำนาจการตัดสินใจ
และจากการล่าอย่างเปิดเผย เป็นการจัดการอย่างสุภาพและเงียบงัน
อำนาจในที่ทำงาน: กลไกเงียบที่ชี้ชะตาโดยไม่ต้องออกเสียง
พลังในที่ทำงาน ไม่ได้วัดจากความสามารถเพียงอย่างเดียว
แต่วัดจากสิ่งที่คนอื่นไม่มี และองค์กรยังต้องพึ่งพา
บางคนมีอำนาจจากตำแหน่ง
บางคนมีอำนาจจากความใกล้ชิด
บางคนมีอำนาจจากการครอบครองข้อมูล
และบางคนมีอำนาจจากการเป็น “คนที่ขาดไม่ได้”
ในทางกลับกัน คนส่วนใหญ่ทำงานอยู่ด้วยพลังที่น้อยกว่า
ไม่มีอำนาจต่อรอง
ไม่มีพื้นที่ในการอธิบาย
และมักถูกคาดหวังให้ “เข้าใจระบบ” มากกว่าระบบจะเข้าใจเขา
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล
แต่คือธรรมชาติของโครงสร้างที่ออกแบบมาให้อำนาจไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น
เมื่อกติกาไม่เท่ากัน ความถูกผิดจึงไม่เท่ากัน
ในระบบที่อำนาจไม่สมดุล
ความผิดของบางคนถูกเรียกว่า “เรื่องเล็ก”
ขณะที่ความพลาดของบางคน ถูกขยายจนกลายเป็นปัญหาเชิงทัศนคติ
งานที่อยู่นอกขอบเขตความรับผิดชอบ
มักถูกอธิบายว่าเป็น “โอกาสในการเรียนรู้” สำหรับคนที่มีพลังต่อรองน้อย
แต่กลับเป็น “ภาระที่ไม่จำเป็น” สำหรับคนที่มีอำนาจมากกว่า
เครดิตที่หายไป
ความเหนื่อยที่ไม่มีใครเห็น
และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ
ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของกติกาที่ถูกตั้งไว้เช่นนั้น
ทำไมการปะทะตรง ๆ มักไม่ใช่ทางเลือกของคนที่มีพลังน้อยกว่า
การยืนหยัดอาจดูถูกต้องในเชิงหลักการ
แต่ในป่าที่อีกฝ่ายเป็นผู้กำหนดกติกา
การปะทะตรง ๆ มักหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ตัวเองถูกกลืนก่อนเวลาอันควร
ความกล้าในที่ทำงาน
ไม่ใช่การพูดทุกอย่างที่คิด
แต่คือการเลือกพูดในจังหวะที่ไม่ทำร้ายอนาคตของตัวเอง
การเข้าใจว่า “เมื่อไรควรถอย”
ไม่ใช่ความขี้ขลาด
แต่คือทักษะการเอาตัวรอดของคนที่ยังต้องอยู่ในระบบนี้ต่อไป
กลยุทธ์เอาตัวรอดของคนที่มีพลังน้อยกว่า
การไม่เป็นเหยื่อ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลายเป็นผู้ล่า
แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้ใครใช้กติกาที่ไม่เท่ากัน กลืนคุณค่าของเราไปทีละน้อย
ศิลปะนี้เริ่มจากการอ่านเกมให้ออก
รู้ว่าใครมีอิทธิพลจริง ใครแค่เสียงดัง
รู้ว่าควรลงทุนพลังกับงานแบบไหน และควรถอยจากเรื่องใด
มันคือการสร้างคุณค่าที่ทดแทนยาก
เก็บผลงานเป็นหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึก
สื่อสารอย่างเป็นมืออาชีพ แม้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรม
และที่สำคัญที่สุด คือการรักษาทางเลือกของตัวเองไว้เสมอ
คนที่มีพลังน้อยกว่า ไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอ
แต่แพ้เพราะเล่นเกมที่อีกฝ่ายตั้งกติกาไว้แล้ว โดยไม่รู้ตัว
เส้นบาง ๆ ระหว่างการอยู่เป็น กับการยอมจำนน
การอยู่เป็น ไม่ได้แปลว่ายอมทุกอย่าง
และการอดทน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีขอบเขต
ศิลปะของการไม่เป็นเหยื่อ คือการรู้ว่า
เมื่อไรควรปรับตัว
และเมื่อไรควรหยุด ก่อนที่ต้นทุนทางศักดิ์ศรีจะสูงเกินไป
บางครั้ง การรักษาคุณค่าของตัวเอง
ไม่ได้เกิดจากการโต้เถียง
แต่เกิดจากการไม่ยอมให้ใครเป็นคนกำหนดนิยามความสำเร็จแทนเรา
เมื่อถึงเวลา จงเลือกเปลี่ยนพื้นที่
ในป่า ไม่มีใครอยู่เพื่อสู้ตลอดชีวิต
สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้จริง
คือสิ่งมีชีวิตที่รู้ว่า เมื่อไรควรเปลี่ยนพื้นที่
โลกการทำงานก็เช่นกัน
การไม่เป็นเหยื่อ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่ในระบบเดิมตลอดไป
แต่หมายถึงการค่อย ๆ เพิ่มพลังของตัวเอง
จนวันที่ต้องเลือก เรามีอิสระมากพอที่จะไม่ถูกบังคับ
สุดท้ายแล้ว
คนที่อยู่รอดในป่า
ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด
แต่คือคนที่เข้าใจป่าอย่างถ่องแท้
และไม่ปล่อยให้ป่า ค่อย ๆ บั่นทอนตัวตน โดยใช้การเอาตัวรอดเป็นข้ออ้าง

Comments
Post a Comment