รู้ผิด เมื่อเกิดความผิดพลาด
ไปได้ยินมาชอบมาก
“รู้ผิด เมื่อเกิดความผิดพลาด”
เป็นประโยคสั้น ๆ ที่งดงามจากความบังเอิญ เมื่อคำว่า "รู้สึกผิด" ถูกพิมพ์ตกหล่น จนเหลือเพียงคำว่า "รู้ผิด" ซึ่งกลับคมชัดกว่าเดิม
ถ้อยคำนี้ทิ้งน้ำหนักบางอย่างไว้ในใจผู้เขียนอย่างแผ่วเบาลึกซึ้ง
เมื่อคิดดี ๆ จะเห็นว่า ความผิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน
แต่การตระหนักว่าตนเองผิด ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป
ความผิด กับ การตระหนักรู้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ความผิดคือเหตุการณ์
อาจเกิดจากความไม่รู้ ความประมาท หรือแม้แต่ความตั้งใจดีที่คำนวณพลาด
แต่วินาทีหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้น สิ่งที่สะท้อนตัวตนของคนจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเหตุการณ์เอง
หากคือท่าทีที่เลือกจะมีต่อความจริงนั้น
บางคนรีบอธิบาย
บางคนรีบโทษ
บางคนเร่งหาข้อแก้ตัวเพื่อรักษาภาพลักษณ์
ขณะที่บางคนเพียงแค่นิ่ง
ยอมรับ
และกล่าวอย่างเรียบง่ายว่า “ใช่… นี่คือความผิดของเรา”
ความผิดอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้
แต่ความรับผิดชอบจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
สิ่งที่น่ากลัวกว่า ‘การทำผิด’ คือ ‘การไม่ยอมรับว่าผิด’
ผู้เขียนเริ่มตระหนักว่า หลายปัญหาไม่ได้บานปลายเพราะความผิดครั้งแรก
แต่เพราะการปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับความจริง
อัตตาทำงานอย่างเงียบ ๆ
มันกระซิบให้เราปกป้องศักดิ์ศรีมากกว่าปกป้องความถูกต้อง
กระตุ้นให้เราหาคำอธิบายที่ทำให้ตัวเองดูดี แม้ความจริงจะชัดเจนเพียงใดก็ตาม
เรากลัวเสียหน้า มากกว่ากลัวเสียหลัก
ความผิดครั้งแรกอาจเป็นอุบัติเหตุ
แต่การเพิกเฉยต่อความจริง คือการตัดสินใจซ้ำอย่างมีสติ
และทุกครั้งที่เลือกเช่นนั้น ความน่าเชื่อถือจะถูกลดทอนลงทีละน้อย
ความสัมพันธ์จะถูกสั่นคลอนทีละนิด
จนวันหนึ่ง เราอาจเหลือเพียงภาพลักษณ์ที่ว่างเปล่า ไร้ผู้วางใจ
การยอมรับความผิดคือวุฒิภาวะ ไม่ใช่ความอ่อนแอ
หลายคนเข้าใจว่าการยอมรับคือการยอมแพ้
คือการทำให้ตนเองดูด้อยลง
แต่ผู้เขียนมองต่างออกไป
คนที่เติบโตจริง จะไม่รีบปกป้องตัวเอง
เขาจะนิ่ง
ทบทวน
และแก้ไข
การกล้ายอมรับไม่ได้ทำให้ใครด้อยลง
กลับทำให้เขามั่นคงพอจะเผชิญหน้ากับความจริงโดยไม่ต้องหลบสายตาใคร
ในโลกของการทำงานก็เช่นเดียวกัน
ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากการไม่เคยพลาด
แต่มาจากความกล้าที่จะยอมรับ และลงมือทำให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้ที่ไม่เคยยอมรับข้อผิดพลาดของตน อาจดูแข็งแรงในระยะสั้น
แต่ในระยะยาว ความไว้วางใจจะค่อย ๆ เลือนหายไป
สภาพแวดล้อมแบบใด ทำให้คนกล้าตรงไปตรงมา
ผู้เขียนเชื่อว่า การยอมรับความผิดไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว
แต่เกี่ยวพันกับบริบทโดยรอบ
หากการยอมรับหมายถึงการถูกประจาน
คนส่วนใหญ่ย่อมเลือกปิดบัง
หากการยอมรับหมายถึงโอกาสเรียนรู้
คนส่วนใหญ่ย่อมเลือกซื่อสัตย์
องค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่องค์กรที่ปราศจากความผิดพลาด
แต่คือองค์กรที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ ทุกคนกล้าพูดความจริง และร่วมกันแก้ไขโดยไม่โยนภาระให้กัน
เช่นเดียวกับครอบครัว
หรือแม้แต่สังคมโดยรวม
พื้นที่ที่ปลอดภัยต่อความจริง
คือพื้นที่ที่การเติบโตเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องแลกกับศักดิ์ศรีของใคร
ความผิดเป็นธรรมชาติ การตระหนักรู้คือคุณธรรม
มนุษย์ย่อมทำผิด
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะตระหนักรู้
และไม่ใช่ทุกคนจะกล้าแก้ไข
ท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้ถูกวัดจากความสมบูรณ์แบบ
แต่ถูกวัดจากความซื่อสัตย์ต่อข้อบกพร่องของตนเอง
“รู้ผิด เมื่อเกิดความผิดพลาด”
จึงไม่ใช่แค่สำนวนไพเราะสั้น ๆ จากความบังเอิญ
แม้จะเกิดจากคำที่พิมพ์ตกหล่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่ถ้อยคำที่เหลืออยู่นั้นกลับสะท้อนความจริงที่ไม่อาจปล่อยให้ตกหล่นได้
และบางครั้ง เส้นแบ่งระหว่างการปกป้องตัวเองกับการเติบโต
ไม่ได้อยู่ที่ความผิดครั้งนั้น
แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะยอมรับมันอย่างเงียบ ๆ ภายในใจ
เพราะท้ายที่สุด
ไม่มีใครจำได้ว่าเราเคยผิดพลาดกี่ครั้ง
แต่ทุกคนจำได้ว่า เรารับผิดชอบต่อความผิดของตนอย่างไร

ปุ่มกด like อยู่ตรงไหนคะ 👍🏻😊
ReplyDeleteปุ่มกด like ไม่มี ปุ่มกด love ก็เช่นกัน ... แค่เข้าอ่าน ก็ยินดียิ่งแล้วครับ :)
Delete👍👍👍👍👍
ReplyDelete:)
Delete