ความเงียบในภาพถ่าย
ภาพถ่ายบางภาพทำให้เราหยุดมองได้นาน ทั้งที่ในภาพแทบไม่มีอะไรเลย
อาจเป็นต้นไม้เพียงต้นเดียวกลางพื้นที่โล่ง หรือแสงแดดยามบ่ายที่ทอดผ่านหน้าต่างลงบนพื้นห้อง ไม่มีเหตุการณ์สำคัญให้ติดตาม ไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตา ทว่าภาพเหล่านี้กลับทำให้เราอยากมองอยู่นานกว่าที่คิด
ผู้เขียนสนใจภาพถ่ายลักษณะนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะภาพที่ใช้แสงและเงาสร้างบรรยากาศ มีองค์ประกอบไม่มากนัก และปล่อยพื้นที่บางส่วนของภาพให้ว่างไว้ เมื่อถ่ายภาพมานานขึ้น ความสนใจก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่มองหาตัวแบบสวย ๆ หรือภาพที่สมบูรณ์ทางเทคนิค เริ่มสนใจว่าภาพหนึ่งภาพจะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างไร
ภาพบางภาพไม่ได้ดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น ต้องใช้เวลามองสักพักจึงจะเริ่มสัมผัสถึงบรรยากาศของมัน
ผู้เขียนชอบเรียกสิ่งนี้ว่า ความเงียบในภาพถ่าย
ความเงียบไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า
ภาพถ่ายที่มีความเงียบมักทำให้เรานึกถึงภาพที่มีวัตถุเพียงชิ้นเดียว หรือภาพที่มีพื้นที่ว่างมาก ๆ ความรู้สึกสงบนิ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสิ่งของที่ปรากฏในภาพเสมอไป
ภาพถนนที่มีผู้คนเดินผ่านไปมาอาจให้ความรู้สึกสงบได้ หากจังหวะและองค์ประกอบของภาพลงตัว ในทางกลับกัน ห้องว่าง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่ก็อาจสร้างความรู้สึกอึดอัดได้เช่นกัน
ในการถ่ายภาพมีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า Negative Space หรือพื้นที่ว่างรอบตัวแบบ ซึ่งพบได้บ่อยในงาน Minimalist Photography พื้นที่ว่างช่วยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแบบกับสภาพแวดล้อม และมีผลต่อบรรยากาศของภาพ
ลองนึกถึงภาพคนคนหนึ่งยืนอยู่บนชายหาดกว้างใหญ่ หากท้องฟ้ามีสีหม่นและผืนน้ำดูเงียบเหงา ภาพอาจให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว หากเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสดใสภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ภาพในลักษณะเดียวกันก็อาจให้ความรู้สึกสงบและเป็นอิสระ
พื้นที่ว่างจึงเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบที่ช่างภาพต้องให้ความสำคัญ ไม่ต่างจากตัวแบบที่ปรากฏอยู่ในภาพ
ศิลปะของการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
เวลายกกล้องขึ้นมองผ่านช่องมองภาพ เรากำลังเลือกว่าจะให้สิ่งใดปรากฏอยู่ในกรอบ และจะปล่อยสิ่งใดไว้นอกภาพ
หลายครั้งผู้เขียนพบว่าภาพที่ต้องการไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่เห็นสิ่งน่าสนใจ อาจต้องขยับมุมกล้องเล็กน้อย หรือรอให้คนที่เดินผ่านพ้นฉากหลังไปก่อน
บางครั้งเพียงเปลี่ยนตำแหน่งที่ยืน เสาไฟหรือป้ายโฆษณาที่รบกวนสายตาก็หลุดออกจากกรอบภาพ สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดจึงปรากฏชัดขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม
แนวทางนี้เหมาะกับภาพที่ต้องการความเรียบง่ายและสงบนิ่ง สำหรับภาพถ่ายบางประเภทอย่าง Street Photography ความซับซ้อนขององค์ประกอบและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันกลับเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์
ผู้เขียนจึงไม่ได้มองว่าภาพที่มีรายละเอียดน้อยเป็นภาพที่ดีกว่า เพียงรู้สึกว่าการถ่ายภาพที่สงบนิ่งต้องอาศัยความพิถีพิถันในการเลือกสิ่งที่อยู่ในกรอบภาพมากเป็นพิเศษ
แสง เงา และจังหวะที่ทำให้ภาพเงียบลง
ผู้เขียนชอบแสงที่ไม่ได้เปิดเผยทุกอย่างในภาพ
แสงจากหน้าต่างที่ส่องเข้ามาในห้องมืด ทำให้เรามองเห็นเพียงบางส่วนของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ส่วนที่เหลือค่อย ๆ กลืนหายไปกับเงา บรรยากาศแบบนี้มักทำให้ภาพดูสงบและมีความลึก โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวแบบที่สะดุดตา
การปล่อยบางส่วนของภาพไว้ในความมืดยังช่วยลดรายละเอียดที่รบกวนสายตา และทำให้บริเวณที่ได้รับแสงมีความโดดเด่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ภาพขาวดำเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบ เมื่อไม่มีสีสันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสนใจจึงย้ายไปอยู่ที่น้ำหนักของแสง รูปร่าง และพื้นผิวของสิ่งที่ถ่ายมากขึ้น
ถึงอย่างนั้น ความเงียบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาพขาวดำหรือภาพที่มีโทนมืด ภาพสีในวันที่แสงสดใสก็อาจให้ความรู้สึกสงบได้เช่นกัน
การใช้แสงจึงไม่ได้มีสูตรตายตัว สิ่งสำคัญอยู่ที่บรรยากาศซึ่งผู้ถ่ายภาพต้องการถ่ายทอดออกมา
เมื่อผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพ
ภาพเก้าอี้ว่างข้างหน้าต่างอาจทำให้คนหนึ่งนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ตามลำพัง ขณะที่อีกคนกลับนึกถึงใครบางคนที่เคยนั่งอยู่ตรงนั้น
ภาพเดียวกัน ความรู้สึกกลับต่างกันได้มาก
ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงาน Fine Art Photography ภาพไม่จำเป็นต้องบอกเล่าทุกอย่างอย่างชัดเจน ผู้ชมสามารถนำประสบการณ์ของตัวเองเข้ามาเติมความหมายให้กับสิ่งที่เห็น
ช่างภาพอาจมีความตั้งใจบางอย่างในขณะที่กดชัตเตอร์ และเลือกองค์ประกอบเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมา เมื่อภาพถูกนำไปแสดงให้ผู้อื่นชม ความหมายที่ผู้ชมได้รับอาจแตกต่างไปจากความตั้งใจเดิม
ผู้เขียนชอบลักษณะเช่นนี้ของภาพถ่าย โดยเฉพาะภาพเรียบง่ายที่ไม่ได้พยายามเล่าเรื่องทั้งหมดให้จบภายในกรอบภาพ
บางครั้งการได้ฟังคนอื่นเล่าว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อมองภาพเดียวกัน ก็ทำให้เราเห็นแง่มุมที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน
ความเงียบที่เรามักมองข้ามในชีวิตประจำวัน
แต่ละวันมีเรื่องให้คิดและทำมากมาย ทั้งงานที่ต้องรับผิดชอบและข่าวสารที่ต้องติดตาม แม้ในเวลาว่าง เราก็มักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความหรือเลื่อนดูอะไรไปเรื่อย ๆ จนแทบไม่มีช่วงเวลาที่ปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉย ๆ
ความเงียบไม่จำเป็นต้องเกิดจากการหยุดทุกอย่าง หรือแยกตัวออกจากความวุ่นวายเสมอไป
บางเช้าขณะนั่งดื่มกาแฟ หากลองวางโทรศัพท์ลงสักพัก เราอาจได้ยินเสียงนกที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน หรือเห็นแสงแดดค่อย ๆ เปลี่ยนตำแหน่งบนพื้น
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่รอบตัวแทบทุกวัน เพียงเราไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจนัก
ผู้เขียนรู้สึกว่าการถ่ายภาพช่วยให้ตัวเองสังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น เพราะเมื่อมีกล้องอยู่ในมือ เรามักเริ่มมองหารายละเอียดที่เคยเดินผ่านไปโดยไม่ได้สนใจ
มุมเล็ก ๆ ในสวนที่คุ้นเคยอาจดูแตกต่างออกไปเมื่อแสงเปลี่ยน เงาที่ทอดลงบนทางเดินอาจทำให้เราอยากหยุดมองสักครู่
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมีกล้องเสมอไป
เราอาจสัมผัสความสงบจากสิ่งรอบตัวได้โดยไม่ต้องบันทึกมันไว้เป็นภาพถ่าย เพียงให้เวลากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่รีบคิดถึงเรื่องถัดไป
สำหรับผู้เขียน นี่เป็นคุณค่าอีกด้านหนึ่งของการถ่ายภาพ นอกเหนือจากผลงานที่ได้กลับมา เพราะกระบวนการถ่ายภาพทำให้เราค่อย ๆ ฝึกสังเกตสิ่งที่เคยมองผ่านไปอย่างรวดเร็ว
บางภาพไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย
เมื่อถ่ายภาพมานานขึ้น ความสนใจก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ทุกวันนี้แม้แต่ใบไม้ธรรมดา ๆ ก็อาจทำให้อยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย หากแสงในขณะนั้นทำให้เห็นรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ
การถ่ายภาพทำให้ผู้เขียนใช้เวลากับการมองมากขึ้น และค่อย ๆ พบว่าความงามไม่ได้อยู่เฉพาะในสถานที่สวยงามหรือเหตุการณ์พิเศษ สิ่งธรรมดาที่อยู่ใกล้ตัวก็มีเรื่องราวของมันเอง หากเราให้เวลากับมันมากพอ
ความเงียบในภาพถ่ายจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบ เพราะเปิดโอกาสให้ทั้งคนถ่ายและคนดูได้ใช้เวลากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องมีเรื่องราวซับซ้อนหรือองค์ประกอบที่สะดุดตา
ภาพบางภาพไม่ได้ทำให้เราเห็นสิ่งใหม่ หากทำให้เรามองสิ่งที่คุ้นเคยด้วยสายตาที่ต่างออกไป







Comments
Post a Comment